นอนหลับท่าไหนดีที่สุด การนอนมีความสัมพันธ์กับกระดูกสันหลัง เพราะหากนอนผิดท่า เช่น นอนงอตัวหรือนอนบิดตัว ติดต่อกันหลายๆ ปี อาจทำให้กระดูกสันหลังเลื่อนออกนอกแนวระนาบ ผิดรูป หรือคดงอได้ ท่านอน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นอนหลับสนิท ตื่นนอนอย่างสดชื่นและไม่ปวดเมื่อย
- นอนหงาย ควรใช้หมอนหนุนหัวแบบต่ำเพื่อให้ต้นคออยู่แนวเดียวกับลำตัว ป้องกันการปวดคอจากนอนคอพับหรือนอนเงยคอมากเกินไป แต่ท่านี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก หัวใจทำงานลำบากขึ้น การนอนหงาย ยังอาจทำให้ผู้มีอาการปวดหลังมีอาการรุนแรงขึ้นด้วย
- นอนตะแคง การนอนตะแคงขวาช่วยให้หัวใจทำงานสะดวก และอาหารที่ค้างในกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ช่วยลดอาการปวดหลังได้ทางหนึ่ง แต่การนอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เสียดลิ้นปี่ เพราะอาหารย่อยไม่หมดและค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร หญิงตั้งครรภ์ควรนอนตะแคงเพื่อไม่ให้มดลูกไปกดทับกระดูกสันหลังและเส้นเลือด แดงใหญ่กลางลำตัว
- นอนคว่ำหน้า อาจทำให้หายใจติดขัดและปวดต้นคอ เพราะคอแอ่นมาทางด้านหลังหรือบิดไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นเวลานานๆ ถ้าต้องนอนคว่ำหน้าควรใช้หมอนรองใต้หน้าอกเพื่อไม่ให้ปวดเมื่อยต้นคอ
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
โครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์เหรียญทองระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีการศึกษา2552
ชื่อโครงงาน ปลุกให้ตื่น
ชื่อผู้ทำโครงงาน
1. เด็กชายนัฐวุฒิ ทองอันตัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2. เด็กชายศรเทพ คำทะเนตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
3. เด็กหญิงกนกภรณ์ หนูภักดิ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน
นางสาวธันยพร แก้วดี
นางวินิจตา จันทร์โพธิ์
ชื่อครูที่ปรึกษาพิเศษ
นางพรสวรรค์ พรหมโสภา
ชื่อสถานศึกษา
โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 62 (บ้านนาหัวบ่อบัวหนองเม็ก) ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 47220 Tel. 042-746193
บทคัดย่อ
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปลุกให้ตื่น มีจุดมุ่งหมายในการทำโครงงานดังนี้ เพื่อนำใบสาบเสือ
ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการสกัดสารจากใบสาบเสือแล้วนำมากระตุ้นการงอกของเมล็ดข้าว
เพื่อเปรียบเทียบอัตราการงอกของเมล็ดข้าว เมื่อใช้สารสกัดจากใบสาบเสือกับไม่ใช้สารสกัดจากใบสาบเสือ
และ เพื่อฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ จากงานวิจัยของศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา เรื่อง
การกระตุ้นการงอกของข้าวเปลือกด้วยสมุนไพรสกัด 10 วิธีการ และจากเนื้อหาเกี่ยวกับใบสาบเสือ
ในวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ผู้ทำโครงงานจึงนำใบสาบเสือมาสกัดด้วยไอน้ำ จากนั้นทำการศึกษาทดลอง
เพาะเมล็ดข้าวพันธุ์ กข 6 เป็น 2 ชุด คือ ชุด ก และ ชุด ข ชุดละ 2,500 เมล็ด ชุด ก เพาะในทิชชูที่มีน้ำธรรมดา ชุด ข เพาะในทิชชูที่มีน้ำผสมสารสกัดจากใบสาบเสือ ทดลองเป็นเวลา 7 วัน พบว่า เมล็ดข้าว
ในชุด ก เมล็ดงอก 1,685 เมล็ด คิดเป็นร้อยละ 67.40 ส่วนเมล็ดข้าวในชุด ข เมล็ดงอก 2,011 เมล็ด
คิดเป็น ร้อยละ 80.44 แสดงว่า เมล็ดข้าวในชุด ก ที่เพาะในทิชชูที่มีน้ำธรรมดามีอัตราการงอกของเมล็ดน้อยกว่าเมล็ดข้าวในชุด ข ที่เพาะในทิชชูที่มีน้ำผสมสารสกัดของใบสาบเสือ แสดงว่า สารสกัดจาก
ใบสาบเสือสามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดข้าวได้ ซึ่งจากผลการทดลองสามารถนำไปประยุกต์ใช้
ในท้องถิ่นโดยแนะนำให้กับเกษตรกรในชุมชนนำไปใช้ในการเกษตรต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554
แด่คุณแม่...
แด่คุณแม่ที่เคารพรักที่สุดในโลก..
ลิงค์เพื่อแม่
พระคุณแม่ยิ่งใหญ่หาใดเทียบ
มิอาจเปรียบแม้ภูผาชลาสินธุ์
น้ำนมที่กลั่นให้ลูกได้ดื่มกิน
ลูกถวิลถึงคุณค่าว่าอนันต์
แม่เหน็ดเหนื่อยเริ่มแต่แม่ตั้งท้อง
เฝ้าประคองทั้งดวงใจไม่เหหัน
ทำทุกอย่างเพื่อลูกยาสารพัน
แม้คืนวันผันผ่านนานนับปี
ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ได้เรียนรู้
แม่เฝ้าดูอยู่ข้างกายไม่หน่ายหนี
อยากเห็นลูกสุขสบายในชีวี
เป็นคนดีที่สังคมนั้นชมเชย
เหงื่อท่วมกายไม่เคยท้อแม้อ่อนล้า
หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินแม่เมินเฉย
ลูกซาบซึ้งในบุญคุณมิลืมเลย
ขอชดเชยแทนทดจนหมดใจ
ลิงค์เพื่อแม่
พระคุณแม่ยิ่งใหญ่หาใดเทียบ
มิอาจเปรียบแม้ภูผาชลาสินธุ์
น้ำนมที่กลั่นให้ลูกได้ดื่มกิน
ลูกถวิลถึงคุณค่าว่าอนันต์
แม่เหน็ดเหนื่อยเริ่มแต่แม่ตั้งท้อง
เฝ้าประคองทั้งดวงใจไม่เหหัน
ทำทุกอย่างเพื่อลูกยาสารพัน
แม้คืนวันผันผ่านนานนับปี
ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ได้เรียนรู้
แม่เฝ้าดูอยู่ข้างกายไม่หน่ายหนี
อยากเห็นลูกสุขสบายในชีวี
เป็นคนดีที่สังคมนั้นชมเชย
เหงื่อท่วมกายไม่เคยท้อแม้อ่อนล้า
หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินแม่เมินเฉย
ลูกซาบซึ้งในบุญคุณมิลืมเลย
ขอชดเชยแทนทดจนหมดใจ
สัตว์มีกระดูกสันหลัง
สัตว์มีกระดูกสันหลัง
ปลา เป็นสัตว์พวกหายใจด้วยเหงือก มีครีบใช้เคลื่อนไหวและทรงตัว มีเกล็ดปกคลุมตัว มีเส้นข้างตัว เป็นส่วนรับความรู้สึกสั่นสะเทือน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1. ปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน
2. ปลากระดูกแข็ง เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียน ฯลฯ
โครงกระดูกปลาไม่มีกระดูกแขนขา แต่มีโครงกระดูกเป็นครีบต่างๆ
ปลาแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้
- ชนิดไม่มีเกล็ด เช่นปลาดุก ปลากดเหลือง
- ชนิดมีเกล็ดตามลำตัว เช่น ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาหมอ ปลานิล
- ชนิดสามารถหากินบนดินเลน ดินชื้นแฉะตามป่าชายเลน เช่น ปลาตีน
- ชนิดเป็นปลาสวยงาม นิยมนำมาเลี้ยงดูไว้เป็นงานอดิเรก เช่น ปลาทอง ปลาการ์ตูน
- ชนิดอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม เช่น ปลากระเบน ปลาฉลาม
- ชนิดอาศัยในน้ำจืด เช่น ปลากราย ปลากระดี่
- ชนิดอาศัยอยู่ในน้ำกร่อย เช่น ปลากระพง ปลากระบอก
สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่ส่วนมากดำรงชีวิตอยู่บนพื้นดิน วางไข่บนบก ไข่มีไข่แดงมากเพื่อเป็นอาหารของตัวอ่อน ผิวหนังลำตัวแห้ง มีเกล็ด หายใจด้วยปอดตลอดชีวิตและเป็นสัตว์เลือดเย็น พวกที่อาศัยอยู่บนบก เช่น กิ้งก่า จิ้งเหลน จิ้งจก แย้ สัตว์พวกที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก เช่น เต่า จระเข้ งูบางชนิด
สัตว์ปีก เป็นสัตว์เลือดอุ่น มีขนเป็นแผงปกคลุมตัว ขาหน้าเปลี่ยนเป็นปีก ปากเป็นจะงอย ที่ปอดมีถุงลมช่วยหายใจและระบายความร้อน ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ ออกลูกเป็นไข่ สัตว์ปีกที่สามารถบินได้ คือ นกชนิดต่างๆ เช่น นกเขา นกพิราบ นกอินทรี รวมทั้งเป็ดและไก่ ส่วนสัตว์ปีกที่บินไม่ได้ ได้แก่ นกกีวี นกกระจอกเทศ และนกเพนกวิน เป็นต้น
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เลือดอุ่น ตัวเมียมีต่อมน้ำนมเลี้ยงลูก หายใจด้วยปอด มีแขนและขาไม่เกิน 2 คู่ มีต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง มีขนเป็นเส้นปกคลุมตัว ออกลูกเป็นตัว ได้แก่ คน ช้าง ม้า วัว หมี ลิง ปลาวาฬ ปลาโลมา ค้างคาว สำหรับตัวตุ่นปากเป็ดเท่านั้นที่ออกลูกเป็นไข่ แต่เมื่อเติบโตแล้วแม่ใช้น้ำนมเลี้ยงเช่นกัน
สัตว์สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์พวกวางไข่ในน้ำ ตัวอ่อนหายใจด้วยเหงือกและผิวหนัง เมื่อโตเต็มวัยหายใจด้วยปอดและผิวหนัง เพราะอยู่บนบก ผิวหนังเปียกชื้น ไม่มีเกล็ด เป็นสัตว์เลือดเย็น ได้แก่ กบ คางคก เขียด ปาด อึ่งอ่าง ซาลามานเดอร์ งูดิน
![]() |
| tweety เป็นสัตว์ปีก |
ปลา เป็นสัตว์พวกหายใจด้วยเหงือก มีครีบใช้เคลื่อนไหวและทรงตัว มีเกล็ดปกคลุมตัว มีเส้นข้างตัว เป็นส่วนรับความรู้สึกสั่นสะเทือน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1. ปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน
2. ปลากระดูกแข็ง เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียน ฯลฯ
โครงกระดูกปลาไม่มีกระดูกแขนขา แต่มีโครงกระดูกเป็นครีบต่างๆ
ปลาแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้
- ชนิดไม่มีเกล็ด เช่นปลาดุก ปลากดเหลือง
- ชนิดมีเกล็ดตามลำตัว เช่น ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาหมอ ปลานิล
- ชนิดสามารถหากินบนดินเลน ดินชื้นแฉะตามป่าชายเลน เช่น ปลาตีน
- ชนิดเป็นปลาสวยงาม นิยมนำมาเลี้ยงดูไว้เป็นงานอดิเรก เช่น ปลาทอง ปลาการ์ตูน
- ชนิดอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม เช่น ปลากระเบน ปลาฉลาม
- ชนิดอาศัยในน้ำจืด เช่น ปลากราย ปลากระดี่
- ชนิดอาศัยอยู่ในน้ำกร่อย เช่น ปลากระพง ปลากระบอก
สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่ส่วนมากดำรงชีวิตอยู่บนพื้นดิน วางไข่บนบก ไข่มีไข่แดงมากเพื่อเป็นอาหารของตัวอ่อน ผิวหนังลำตัวแห้ง มีเกล็ด หายใจด้วยปอดตลอดชีวิตและเป็นสัตว์เลือดเย็น พวกที่อาศัยอยู่บนบก เช่น กิ้งก่า จิ้งเหลน จิ้งจก แย้ สัตว์พวกที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก เช่น เต่า จระเข้ งูบางชนิด
สัตว์ปีก เป็นสัตว์เลือดอุ่น มีขนเป็นแผงปกคลุมตัว ขาหน้าเปลี่ยนเป็นปีก ปากเป็นจะงอย ที่ปอดมีถุงลมช่วยหายใจและระบายความร้อน ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ ออกลูกเป็นไข่ สัตว์ปีกที่สามารถบินได้ คือ นกชนิดต่างๆ เช่น นกเขา นกพิราบ นกอินทรี รวมทั้งเป็ดและไก่ ส่วนสัตว์ปีกที่บินไม่ได้ ได้แก่ นกกีวี นกกระจอกเทศ และนกเพนกวิน เป็นต้น
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เลือดอุ่น ตัวเมียมีต่อมน้ำนมเลี้ยงลูก หายใจด้วยปอด มีแขนและขาไม่เกิน 2 คู่ มีต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง มีขนเป็นเส้นปกคลุมตัว ออกลูกเป็นตัว ได้แก่ คน ช้าง ม้า วัว หมี ลิง ปลาวาฬ ปลาโลมา ค้างคาว สำหรับตัวตุ่นปากเป็ดเท่านั้นที่ออกลูกเป็นไข่ แต่เมื่อเติบโตแล้วแม่ใช้น้ำนมเลี้ยงเช่นกัน
สัตว์สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์พวกวางไข่ในน้ำ ตัวอ่อนหายใจด้วยเหงือกและผิวหนัง เมื่อโตเต็มวัยหายใจด้วยปอดและผิวหนัง เพราะอยู่บนบก ผิวหนังเปียกชื้น ไม่มีเกล็ด เป็นสัตว์เลือดเย็น ได้แก่ กบ คางคก เขียด ปาด อึ่งอ่าง ซาลามานเดอร์ งูดิน
ปล. ชมVDO เจ้าของบล็อกไปทัศนศึกษา..จ้า
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


